กระมงทดแทนชิมะอาจิ ตอนที่100
Oct 17 2026
ปลาพวกนี้ ถูกเลี้ยงในกระชัง โดยลูกพันธุ์ไม่ได้มาจากการเพาะฟักในระบบใหญ่โตอะไร ส่วนมากคือเด็กๆแถวชายฝั่งออกไปวางดักลูกปลา แล้วนำมาขายต่อให้พ่อค้าปลาสวยงาม
วงการปลาต่างรู้กันดีว่า “มูลค่า” ของปลาแต่ละตัว ขึ้นอยู่กับปลายทางที่มันจะไปถึง ไล่ตั้งแต่ตลาดปลาสวยงาม ตลาดปลาทานดิบ ตลาดชาวบ้าน ร้านอาหาร ห้าง สะพานปลา โรงแรม จนถึงโรงงาน แต่สำหรับชาวประมงจริงๆแล้ว “สะพานปลา” มักเป็นปลายทางสุดท้ายที่ตรงไปตรงมาที่สุด ได้เงินไว จบไว และหมุนชีวิตต่อได้ทันที
เด็กในละแวกจึงนิยมจับปลาเป็นมาขังไว้ แล้วส่งต่อให้คนทำปลาสวยงามอย่างโกอ๊อด ที่เตรียมกระชังและพื้นที่ไว้รออย่างดี เพื่อขุนปลาให้โตต่อ ก่อนส่งเข้าตลาดราคาสูง แต่ในช่วงหนึ่ง เรากลับมองเห็นอนาคตของปลาไทยบางชนิด โดยเฉพาะ “เสือซ่อนเล็บ” และ “ปลากระมง” ที่ให้เนื้อสัมผัสดี มีศักยภาพพอจะยกคุณค่าไปสู่ตลาดญี่ปุ่นได้
ช่วงหลังเสือซ่อนเล็บเริ่มหายาก เราจึงหันมาโฟกัสที่กระมงขนาดประมาณ 1.2–1.8 กิโลกรัมต่อตัว ขนาดกำลังพอดีต่อการใช้งาน เนื้อแน่น มันกำลังดี คนญี่ปุ่นเรียกปลากลุ่มนี้ว่า “ชิมะอาจิ” ซึ่งเป็นปลาที่มีมูลค่าสูงในตลาดปลาดิบ เลยคิดว่าจะมาทดแทนความนำเข้าที่มีราคาสูงมากโดยใช้ปลาไทยทดแทนอย่างปลากระมง
แต่เมื่อทำจริงไปสักพัก เราก็เริ่มเข้าใจความจริงว่า การขนส่งปลาเป็นๆเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นนั้น ต้นทุนสูงและเหนื่อยกว่าที่คิด ขณะที่ตลาดกลับเต็มไปด้วยปลาตายที่ไม่ได้เจาะเลือด ซึ่งขายกันในราคาถูกอยู่แล้ว การจะสร้างการรับรู้ใหม่ให้ปลาทะเลไทยกลายเป็นสินค้าพรีเมียมในตลาดที่เขารู้จักของตัวเองดีอยู่แล้ว จึงแทบเป็นไปไม่ได้
สุดท้ายเราพบว่า ต่อให้คุณภาพดีแค่ไหน แต่ถ้าช่องว่างทางการค้าไม่เปิด โอกาสก็เดินต่อยาก เพราะสะพานปลาสามารถรับปลาไปขายได้โดยตรงอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบปลาเป็นหรือการยกเรื่องราวเพิ่มมูลค่าอะไรเลย บางครั้งปัญหาของอาหารทะเลไทย จึงไม่ใช่เรื่องคุณภาพ…แต่คือ “โครงสร้างตลาด” ที่แน่นจนแทบไม่มีพื้นที่ให้แนวคิดใหม่แทรกตัวเข้าไปได้ และทุกคนล้ำหน้าที่ก้าวก่ายบทบาทความถนัดตัวเอง

