|
จากความตอนที่แล้ว เรื่อง คืนหนึ่งจากทะเล กับปุม้าทั้ง 7ที่นี้เราก็จะมาดูเรื่องแชบ็วยกันเลย เพราะครั้งที่แล้วเราไปจับปูม้า ยังเหลือการจับกุ้งแชบ๊วยอีก ที่เรายังไม่ได้เล่ากันต่อ

พวกเรามีเวลาช่วงน้ำ ลงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ในการจับกุ้งแชบ็วย หลักการเหมือนกับ การจับปูม้านั่นแหละ แต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ทิ้งสมอ จะปล่อย อวนขวางน้ำทะเล เพราะเวลาน้ำลง อวนที่ติดกับพื้นด้านล่างจะลอยวิ่งไปกับสายน้ำ อวนจะวางขวางทะเล ทำให้ช่วงปลายอวน ที่มีตะกั่วถ่วงจะครูดพื้นทะเล กุ้งจะตกใจกระโดดเข้ามาติดอวน แต่อวนเป็นอวนสามชั้น กุ้งเข้ามาติดอวนได้ แต่ออกจากอวนไม่ได้ครับ เวลาเก็บกู้อวน ต้องแล่นเรือตามไปเก็บ จึงบอกว่า มีเวลาน้อย ไม่งั้นอวนลอยไปไกล ถ้าไปไกลมากๆ เรือลำเล็กอย่างนี้ ..ไปยาก

เพราะฉนั้นการลอยอวน กุ้ง สำหรับผม ง่ายจริงๆ ใช้เวลาน้อย ก็เห็นผลิตผลแล้ว กุ้งตัวแรกที่เราได้ แชบ๊วยสดๆจากทะเล ของแท้ๆ ดังที่เขาบอก "สวยยังกับดาว " ลองสาวอวนดู ก็รู้ถึงวิถีชาวประมงเล็กๆ ว่าเขารู้สึกอย่างไร บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ แล้วแต่ดวง จะว่าเป็น" มือบาป" ก็ได้นะ ก็เลยถามเขาว่า การเป็นคนทะเลพี่ว่าบาปไหม พี่พร: ถ้าเป็นคนบาป พี่ก็ยอม จะให้พี่ไม่ทำอะไรเลย แล้ว จะทำอะไรกินละ คนต้องกินต้องใช้ ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ทำแค่เลี้ยงปากท้อง (หัวเราะ)เกิดมามีวิถีชิวิต จากคนเก่าแก่เขาทำมาอย่างนี้ เราก็ทำตามมาอย่างนี้ บาปก็บาปซิวะ!! เอาคนใจบุญมาเลี้ยงพี่ซิ พี่เลิกหาปลาวันนี้เลยแหละ (หัวเราะ)

ผลิตภัณท์จากทะเล ทั้งหมึกกระดอง ปลาทู ปลาจวด เยอะแยะมากมาย
ปลาวัน ONE ไม่ไช่ปลาทู TWO
ที่นี้เข้าฝั่งแล้ว การเก็บอวนก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะต้องเรียงให้เป็นระเบียบ เพื่อคราวต่อไปในการออกทะเล ต้องเตรียมพร้อม การเตรียมตัวนี่แหละใช้เวลานานมากเขาใช้เวลาทั้งวัน ในการซ่อมอวน เรียงอวน แต่ใช้เวลาปล่อย 1 ชั่วโมงเท่านั้นแหละ
หน้าตาอวน 2 ชั้นที่เห็น ด้านข้าง 2 ข้างตาห่างๆ ส่วนตรงกลาง ถี่หน่อย เอามาประกบกัน อย่างหลวมๆ
ผลงานผม ที่ได้มาแค่นิดหน่อย มันไม่พอ กับการไปอวดคนอื่นเขา ว่าเรามาจับกุ้งในทะเล มันได้แค่เนี๊ยะ อายเขา!!! ผมจึงต้องหาซื้อจากเรือ ทั้งหมด 2 ลำได้กุ้งมาทั้งหมด 3 กิโล พอเป็นของฝากได้บ้างหละที่นี้ แค่เอาไปฝากยังไม่ค่อยมี โอกาสกุ้งแชบ๊วย ส่งออก ไม่ต้องพูดถึงครับ อร่อยจริง ไปไกลได้แค่แถวนี้แหละ ปริมาณแค่นี้ อดนั่งเครื่องบิน อยู่แล้ว กุ้งแชบ๊วยจึงหมดโอกาสส่งต่างประเทศได้เลย ไม่ไช่ไม่อร่อย ......แต่มันไม่ค่อยมี ถ้าจะเล่าต่อ คงจะไม่ยาวไปนะครับ....เราเริ่มเรื่องว่า กุ้งชีแฮ้ แต่ยังไม่ได้พูดกถึงเรื่องกุ้งชีแฮ้ เท่าไหร่เลย มาดูต่อกันนะครับ
ขากลับจากการล่องเรือที่ประจวบ พวกเรากำลังเห็นชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า อยู่ริมถนนกันมากมาย ผมรู้ในใจว่าเขาต้องจับกุ้งบ่อกันแน่ๆ เพราะเป็นอาชีพเก่า ของแม่ผมเมื่อ 20 ปีก่อน แต่เดี๋ยวนี้การเลี้ยงพัฒนาไปเยอะ แตกต่างจาดสมัยก่อนมาก
เขา ใช้อาหารเสริมเยอะอยากให้กุ้งโตเร็วๆ ยารักษาโรคที่ใช้กับกุ้ง สารเคมีสารพัด ทำให้น้ำในบ่อมีปัญหา จึงต้องควบคุมเป็นพิเศษ สังเกตุ บ่อเลี้ยงกุ้งนะครับ มีการรักษาความปลอดภัย..( ฮ่าฮ่า)เหมือนโรงงานเลย ต้องมีบ่อ ล้างเท้า มีอุปกรณ์มากมาย ป้องกันเชื้อโรค กุ้งแบบนี้ ต่างประเทศ เขาห้ามเลี้ยง มันทำลายสิ่งแวดล้อม บ้านเราเลี้ยงได้ สิ่งแวดล้อมเสียไม่เป็นไร ชาวต่างชาติบอกไม่เกี่ยวกับประเทศเขา
"บ้านเอ็ง...ไม่ไช่บ้านข้า"
การจะเลี้ยง แค่ขออนุญาติและเอาวิธีมา เขาก็จะให้ใบการันตี จากพวกกรมประมง ว่ากุ้งบ่อนี้ สะอาด กุ้งไม่เป็นโรค โดยลูกค้าต่างชาติเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ส่งออกทั่วโลก คอยคัดตรวจเชื้อโรค กลัวคนประเทศเขาตายเร็ว เลยตรวจกันถี่ยิบ ละเอียดละออ เดี๋ยวน้มีเครื่องตรวจสอบเชื้อโรค zoom เข้าไปเป็นหลายล้านเท่า ที่นี้คนไทยกับผู้ประกอบการหน้ามืดเลย กับมาตรฐานสารพัด แต่คนไทยก็ได้กินกุ้งที่ผ่านมาตรฐานเหมือนกันนั่นแหละ เป็นข้อดี จะได้มีมาตรฐานมากขึ้น เพราะทุกที่เดี๋ยวนี้มีมาตรฐานเหมือนกันหมดแล้ว กุ้งชีแฮ้ ล้นตลาดแบบนี้ กุ้งแชบ๊วยแท้ๆ จริงๆ หมดโอกาสให้เห็นแล้ว ในตลาด(นอกจากผม ...ฮ่าฮ่าฮา)
การจับกุ้งแต่ละบ่อ จำนวนบ่อละไม่ต่ำกว่า 3000 กิโล ต่อเนื้อที่ 3 ไร่ แต่กุ้งแชบ๊วยจับได้ครั้งละ 3 กิโลก็ลองดูซิครับ แค่ราคากุ้งแชบ๊วย แพงกว่ากันนิดหน่อย คนกิน ชอบมาเปรียบเทียบกันกับกุ้งแบบนี้ ที่ไม่รู้ก็บอกแพงจัง ....แพงจัง "ชาวประมงที่หากุ้ง เขาน้อยใจจริงๆ ลากกัน ทำกัน ทั้งวันทั้งคืน ได้แค่นี้ คนซื้อก็บ่น"
กุ้ง ชีแฮ้ เป็นกุ้งขาวเหมือนกัน เป็นสายพันธ์ใหม โตง่ายเลี้ยงง่าย เดี๋ยวนี้ นักวิชาการ เขาเลยตั้งชื่อเรียกใหม่ ใช้สีเป็นตัวแยก กลัวมันซ้ำซ้อน เขาเลยแทนกันอย่างนี้ครับ ชื่อย่อ
กุ้งดำ --กุ้งกุลาดำ
กุ้งขาว --กุ้งแชบ๊วย
กุ้งเขียว --กุ้งก้ามกราม
กุ้งน้ำเงิน --กุ้งชีแฮ้
แม่ค้าพ่อค้า คนกลาง หรือเป็นอาชีพรับจ้างจับกุ้ง ก็จะมาจับกุ้งตามบ่อไปขายให้ที่ตลาดทะเลไทย หรือเข้าโรงงานเลย อย่างที่บอกสมัยก่อน บ้านผมทำอาชีพนี้แหละ เดี๋ยวโอกาสหน้าผมจะมาเล่าเรื่องนี้ให้อ่านนะครับ รอดู รอชมกันได้
ถึงเวลากลับเราก็กลับกันอย่างหน้าตาบานแจ่มชื่นสดใส กับข้อมูลเต็มเปี่ยม เดี๋ยวครับเรื่องยังไม่จบแค่นี้ !!!!!!! พอ รุ่งเช้า พวกเราต้องนั่งคอยหลวงตาอย่างเช่นทุกวัน ...... พวกเราเตรียมของมาใส่บาตรด้วยปูม้าสดๆ ที่เราจับได้จากทะเลกับกุ้งแชบ็วยแสนสวยนึ่งร้อนๆ
มาแล้ว...มาแล้ว.... หลวงตามาแล้ว.....นางอรสา ฉายา นังสาแอ๊บแบ้ว ตะโกน......พวกเราใส่บาตรกันอย่างสดชื่นเหมือนทุกวัน เพราะวันนี้ พวกเราจะไปเชงเม้ง วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ ตกลงกันไว้ว่าจะไปเชงเม้ง วันนี้ ลืมเสียสนิท ว่าพวกเราต้องไปที่สุสานน่ำเก็ก จึงรีบทำงานตอนเช้าวันอาทิตย์ด้วยเวลาอันเร่งรีบ แล้วบึ่งไปทันที ก็ที่มหาชัยนี่แหละ ไม่ไกลมาก พอไปถึงก็เจอะเจอญาติๆมากมายมหาศาล ที่หน้าสุสานของ บรรพบุรุษ แล้วได้คุยกัน ในเรื่องสัพเพเหระ พอสนุกๆ
ยายผมมีพี่น้อง หลายคน ยายผมมีชื่อว่า กิมจำ กิมจ้อ กิมบ้วย กิมแช
กิมจำ แปลว่า เข็มสีทอง
กิมจ้อ แปลว่า ลูกอินทผาลัม สีทอง
กิมบ็วย แปลว่า ลูกบ๊วยสีทอง (แทนลูกคนสุดท้อง)
กิมแช แปลว่า ดาวสีทอง
ทีนี้ผมเริ่มเอะใจเลยตะโกนถามว่า ยายกิมแช ถามหน่อยครับ กิมแช กับแชบ๊วย ใช้คำว่า " แช "เหมือนกันไหมครับ ที่นี้ก็เป็นที่ ของยายแช บ้างในหมู่พี่น้องที่มีเรื่องเล่าหอยจ้อ เรียกจริงๆว่า โหย = แปลว่า ปู คำว่า จ๊อ เรียกของที่เป็นเม็ด เป็นผล โหยจ๊อ จึงแปลว่า เนื้อปูเอามาผสมกันทำเป็น ลูกๆส่วนคำว่า แฮ่กึ้น คำว่า แฮ่ หรือ แฮ้ = แปลว่า กุ้ง แฮ่กึ้น จึงแปลว่า กุ้งที่ทำเป็นม้วนๆ
แชบ๊วย ต้องแยกออกเป็น แช = แปลว่า ดาว บ๊วย = แปลว่า สุดท้าย มันจึงแปลว่า "สวยยังกับดาว" หรือแปลว่า "ดาวดวงสุดท้าย" เขาเอามาเรียก กุ้ง เขาจึงเปรียบกุ้งว่าเป็น สิ่งที่อร่อยที่สุดของกุ้งแล้ว ประดุจดาว ถ้ากุ้งอะไรก็แล้วแต่ คงจะสู้กุ้งแชบ็วย ไม่ได้ เข้าใจไหม ไอ้หลาน
...เข้าใจครับ ผมนึกว่า เป็นการเล่นแชร์แล้วได้ มือบ๊วย คือรู้สึกว่า เล่นแช มือบ๊วย ดีเสียอีก..ฮ่าฮ่าฮ่า..(หัวเราะ กันอย่างสนุกสนานในหมู่พี่น้อง)
แต่ กุ้งชีแฮ้ แปลว่าอะไรหละครับ ..อ้อ ชีแฮ้ ชี= แปลว่าสด แฮ้ =แปลว่ากุ้ง ก็แปลว่า กุ้งสดไงละ กุ้งทุกชนิด เรียกชีแฮ้หมด อย่าเข้าใจว่า กุ้งชีแฮ้ เป็นแชบ๊วยหละ ยุ่งตายเลย เดี๋ยวนี้คนเข้าใจ ผิดกันทั้งประเทศ ชีแฮ้ไม่ไช่แชบ็วย ....เข้าใจหรือยัง
รุ่งเช้าวันใหม่ ก็วันนี้ที่เขียนบล็อกนี่แหละ วันจันทร์ เด็กๆต้องไปเรียน summer ผมเลยพาเด็กๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันพร้อมหน้าพร้อมตา ใส่บาตรเสร็จ หลวงตาให้ศีลให้พร จบด้วยสัพพีติโย พวกเราสาธุกันเป็นปกติ แต่วันนี้หลวงตาดูแปลกไป หลวงตาอมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แล้วยืนนิ่ง.. นิ่ง.. นิ่ง... หลังให้พรเสร็จ แล้วเปล่งเสียงอันก้องกังวานแสนที่จะแหบเล็ก
"โยม...โยม.. เมื่อวานปูม้ากับกุ้ง อร่อยจัง ... วันนี้ไม่มีเหรอ"
|