วิธีจับสัตว์น้ำ

เลี้ยงปูทะเลโดยวิธีการขุน พิมพ์ อีเมล

     

     ปูทะเลเป็นสัตว์ทะเลซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันผลผลิตที่ได้ไม่ค่อยเพียงพอต่อความต้องการ เกษตรกรชายฝั่งทะเลนิยมนำปูโพรกมาเลี้ยงขุนให้แน่นขึ้นเป็นปูเนื้อและปูไข่ ที่สามารถจำหน่ายได้ด้วยคุณภาพที่ดี  การจำแนกชนิดและลักษณะโครงสร้าง ปูทะเลมีส่วนประกอบ ของโครงสร้าง คือ มีส่วนหัวกับอกรวมกัน ส่วนนี้จะมีกระดองห่อหุ้มไว้ ลักษณะภายนอกที่เห็นได้ชัดเจนคือ ลำตัวของปูเป็นแผ่นบางๆ เรียกว่า "จับปิ้ง" พับอยู่ใต้กระดอง จับปิ้งเป็นอวัยวะที่ใช้เป็นที่อุ้มพยุงไข่ของแม่ปู นอกจากนี้ยังเป็นอวัยวะที่ใช้แยกเพศคือ ในเพศเมียจับปิ้งจะมีลักษณะกว้างปลายมนกลมกว่าของเพศผู้ ซึ่งมีรูปเรียวและแคบ

     กระดองของปูทะเลมีส่วนยาวที่แคบกว่าส่วนกว้างของกระดองด้านหน้าระหว่างตามีหนามแหลม 6 อัน เรียงกันและมีหนามเรียงจากตาไปทางด้านซ้าย-ขวาของกระดองด้านละ 9 อัน ตาของปูทะเลเป็นตารวม ประกอบด้วยตาเล็กๆ จำนวนมาก มีความรู้สึกไวต่อสิ่งเคลื่อนไหวอยู่รอบตัว และยังมีก้านตาช่วยในการชูลูกตาออกมาภายนอกเข้า และหดกลับเข้าไปได้ ปูทะเลมีขา 5 คู่ ขาคู่แรกอยู่หน้าสุดมีขนาดใหญ่มาก เรียกว่า "ก้ามปู" ปลายก้ามปูแยกออกเป็น 2 ง่ามมีลักษณะคล้ายคีมใช้จับเหยื่อกินและป้องกันตัว ปลายสุดของขาคู่ที่ 2-4 มี ลักษณะแหลมเรียกว่า "ขาดิน"

 

pookun1

 

     ทำหน้าที่ในการเดินเคลื่อนที่ ส่วนขาคู่ที่ 5 เป็นคู่สุดท้าย อยู่ปลายสุดมีลักษณะแบนคล้ายใบพายเรียกว่า "ขาว่ายน้ำ" หรือ"กรรเชียงปู"   ปูทะเลพบกระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำกร่อย ป่าชายเลน และปากแม่น้ำที่มีน้ำทะเลท่วมถึง โดยขุดรูอยู่ตามใต้รากไม้หรือเนินดินบริเวณชายฝั่งทะเลมีชุกชุมในบริเวณที่เป็นหาดโคลนหรือเลนที่มีป่าแสม และโกงกาง

การเจริญเติบโต

    ปูทะเลเจริญเติบโตโดยอาศัยการลอกคราบ เนื่องจากกระดองของปูเป็นสารประกอบพวกหินปูนที่มีความแข็งแรงมาก จึงไม่สามารถยืดขยายตัวออกไปได้ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่คือ มีเนื้อแน่นเต็มกระดอง ก็จะมีการลอกคราบ เพื่อขยายขนาด (การเพิ่มน้ำหนักและขนาดตัว) โดยการสร้างกระดองใหม่มาแทนที่ตั้งแต่ลอกคราบหลบซ่อนตัวจนกระทั่งกระดองใหม่แข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่แล้ว สามารถออกมาจากที่ซ่อนได้  กินเวลาประมาณ 7 วัน ปูตัวเมียเวลาลอกคราบจะอยู่ในรูปู ตัวผู้จะเป็นตัวที่เฝ้าป้องกันอันตราย ส่วนเวลาตัวผู้ลอกคราบตัวผู้จะต้องพยายามหาดินปิดรู เพื่อป้องกันตัวเมียมากิน

pookun2

ฤดูกาลผสมพันธุ์และวางไข่
          ฤดูกาลวางไข่ผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม และแม่ปูจะมีไข่ในระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ปูทะเลสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี โดยจะวางไข่ชุกชุมในระหว่างเดือนสิงหาคม-ธันวาคมไข่ของปูทะเลจะมีสีส้มแดง  เมื่อไข่แก่ขึ้นจะเป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมานอกกระดองบริเวณใต้จับปิ้ง  ไข่ของปูทะเลจะมีสีส้มแดง เมื่อไข่แก่ขึ้นจะเป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ซึ่งถูกปล่อยออกมานอกกระดองบริเวณใต้จับปิ้ง ไข่นอกกระดองของปูทะเลมีน้ำหนัก ประมาณ 45.33 กรัม มีจำนวนประมาณ 1,863,859 ฟอง โดยเฉลี่ยแล้วปูทะเลโตเต็มที่ตัวหนึ่งจะมีไข่จำนวนประมาณ 2,228,202-2,713,858 ฟอง

การเลี้ยงปูทะเลโดยวิธีขุน
    นำปูที่มีขนาดตั้งแต่ 1-4 ตัว/กก. ขึ้นไปทั้งเพศผู้และเมีย โดยขณะที่เลี้ยงยังเป็นปูโพรก ปูโพรกคือปูที่มีเนื้อไม่แน่น เป็นอาการที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที  โดยรับซื้อและรวบรวมพันธุ์ จากชาวประมง ควรเป็นปูที่มีก้ามสมบูรณ์อย่างน้อยมีก้าม 1 ก้าม  โดยปล่อยปูลงขุนในบ่อ ปล่อยปูความหนาแน่น 2-3 ตัว/ตรม. ก่อนที่จะปล่อยปูลงในบ่อเลี้ยง จะใช้น้ำในบ่อรดตัวปูให้ชุ่ม เป็นการปรับอุณหภูมิของปูก่อนที่จะลงบ่อ จากนั้นตัดเชือกมัดปูออกปล่อยให้ปูคลานในบ่อ ขณะเลี้ยงมีการดูแลและเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน ระดับน้ำในบ่อมีความลึก 1 เมตร

    แต่ปัจจุบัน (จากรูปบนสุด) เขานิยมเลี้ยงแบบขุนแบบปูลอยน้ำไม่เลี้ยงในบ่อเพื่อป้องกันการกินกันเอง และการจับขาย เป็นไปอย่างง่าย ตลอดการควบคุมเรื่องอาหารและการตายของปูที่สามารถเห็นได้ชัด ปัจจุบัน วิธีนี้นิยมเลี้ยงกันมาก การให้อาหารก็ใช้ของสดวันละครั้งในตอนเย็น อาหารที่นิยมเลี้ยงมี 2 ชนิด คือ ปลาเหยื่อ เช่นปลานิลตัวเล็กๆ  และหอยกะพง  เป็นต้น

     วิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตสามาถเปลี่ยนชื่อ "ปู" ให้เป็นปูที่แตกต่างกันได้
1.การจับขึ้นทั้งบ่อเหมือนการจับกุ้งคือจับแบบปล่อยน้ำให้แห้งทั้งบ่อ หรือใช้อุปกรณ์จับปูประเภท ที่ดักปู ล้วนแต่เป็นวิธีที่สามารถจับได้ทั้งสิ้น แล้วแต่ใครถนัด เราเรียกปูที่ได้ในลักษณะนี้ว่า "ปูบ่อ"

pookun3

2. การเกี่ยวปูในรู (ดังรูป) เฉพาะการขุนปูแบบ ปล่อยลงในบ่อ แต่ถ้าวิธีการขุดแบบนี้ นำไปเป็นการล่าปู ภายนอกบ่อตามธรรมชาติแล้ว ปูที่ได้ เขาก็จะเรียกว่า "ปูขุด" ทันที

3.การจับแบบยกกล่อง ดังที่กล่าวตอนต้น ถ้าเป็นการเลี้ยงแบบลอยน้ำการจับเป็นไปอย่างง่ายๆ แต่ปูทุกตัว จะต้องมาพิสูจน์ คัดเลือกทุกตัว  อย่างปูเนื้อ นี่นะ เราก็ต้องจับมันขึ้นมา ทดสอบโดยกดท้องเบาๆ ดูว่า มันแน่นหรือเปล่า สมควรที่จะไปให้ลูกค้าได้หรือเปล่า มันก็มีวิธีการคือ เอานิ้วโป้ง กดท้องปูเบาดู ถ้าหนึบๆ แปลว่าไม่แน่น ถ้าแข็งๆ ก็ใช้ได้แต่อย่าออกแรงเยอะหละ เดี๋ยวกระดองปู จะทะลุ จะแตกได้แม้ว่าการเลี้ยงปูทะเลในประเทศไทย จะมีมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม การทำฟาร์มเลี้ยงปูทะเลเพิ่งเริ่มทำกันอย่างจริงจังมาเมื่อไม่นานนี้ ทั้งนี้เนื่องจากตลาดภายนอกมีความต้องการปูทะเลสูงขึ้น ทำให้ปูขายได้ราคาดี และทำกำไรให้แก่ผู้เลี้ยงได้ไม่แพ้การเลี้ยงสัตว์น้ำอื่น ๆ เราเรียกปูแบบนี้ว่า "ปูขุน"

 

การกดท้องกระดองปูเนื้อเพื่อตรวจสอบปูว่า แน่นดีหรือเปล่า

pookun4

(สังเกตุ จับปลิ้งจะเล็กเรียว แบบนี้เรียก ตัวผู้  แบนๆกว้างดังรูปด้านบนเป็นตัวเมีย)

--------------------------------------------------------------------------------

ที่มา   http://www.nicaonline.com/new-20.htm


 
วังกุ้ง พิมพ์ อีเมล

     กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เติบโตแบบธรรมชาติ เป็นการเติบโต ที่ต้องอาศัย อ๊อกซิเจน และแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ เช่น แพลงตอน ไรน้ำ เพื่อให้เกิดวงจรชีวิต ปลาใหญ่กินปลาเล็ก อย่างที่พวกเราเข้าใจกัน ในเขตพื้นที่ใด มีความพร้อมทั้งเรื่องอ๊อกซิเจน กับอาหาร พื้นที่เหล่านั้นต้องเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์มากๆ เพราะไม่เช่นนั้น แพลงตอน เป็นสัตว์ที่บอบบางกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่างๆ ย่อมเป็นยากที่สัตว์ชนิดนี้จะดำรงอยู่ได้

kung1

      เพราะฉนั้นเขตพื้นที่  ที่เหมาะสมจึงเป็นบริเวณที่เป็นดินโคลนตม แนวป่าชายเลน มีปัจจัยที่เอื้อกับการวางไข่ของปลา และการเติบโตได้อย่างดี เมื่ออาหารสมบูรณ์ น้ำดี อ๊อกซิเจนดี สัตว์ทะเลที่อยู่ในบริเวณนี้จึงได้กินแพลงตอนที่มีสารอาหารสมบูรณ์ สัตว์ที่กินก็จะมีความสมบูรณ์  ลักษณะแบบนี้ จึงมีการค้นคิดวิธีการกักเก็บแบบธรรมชาติไว้ในพื้นที่สิทธิ์ของตัวเอง การขุดบ่อลักน้ำในแนวน้ำทะเลขึ้นและลง

        โดยสามารถนำคลองส่งน้ำ เพื่อเข้าพื้นที่ตัวเองที่ได้ขุดเจาะด้วยขนาดที่กว้าง-ยาวเหมะเสม แต่ไม่ลึกจนเกินไป เพื่อให้อ๊อกซิเจนมีเพียงพอ จึงทำให้ขนาดของแต่ละบ่อ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ ลึกไม่เกิน 1 เมตรของพื้นที่กลางบ่อ และทำการขุดร่องน้ำบริเวณรอบในให้ลึก ประมาณ 2 เมตร เป็นขอบชั้นใน เพื่อรองรับน้ำทะเลและสัตว์บางชนิดที่ชอบอยู่น้ำเย็นกว่า จึงต้องขุดให้ลึกกว่าปกติ  ไม่มีการใช้เครื่องจักรใดๆในการทำแบบนี้ จะมีบ้างก็เป็นเพียงมอเตอร์ดูดน้ำเข้าออกเพียงเล็กน้อย 

       ลักษณะพื้นที่ดังกล่าวที่ว่านี้ ชาวประมงแถบจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เรียกว่า "วัง" เขาไม่เรียกว่า"บ่อ" ถ้าพื้นที่ใดเรียกว่า"บ่อ" แปลว่าที่นั่นต้องเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา ที่อาศัยเครื่องตีน้ำช่วยจะเรียกว่า "วัง" ไม่ได้ ต้องเรียกว่า "บ่อ"

kung2

   ผลผลิตที่ได้ใน "วัง" จึงมีความสมบูรณ์ด้านอาหารและอ๊อกซิเจนอย่างเพียงพอ เพราะชาวประมงที่ทำวัง ต้องคอยดูแล เปิดประตูน้ำที่กั้นระหว่างคลองส่งน้ำกับน้ำในวัง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้อาหารหรือแพลงตอน ที่ติดมากับน้ำทะเล และเชื้อกุ้ง ปลา ที่อยู่ในทะเล เข้ามาใน"วัง" ตังเอง เชื้อกุ้ง-ปลาพวกนี้เมืท่อเข้ามามีขนาดเล็กมากจนบางที่เราก็ไม่ทราบว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอถึงช่วงปล่อยน้ำออกตอนน้ำลง ชาวประมงก็จะคอยปล่อยน้ำใน"วัง"นั้นออกมาด้วย เพื่อจุดประสงค์หลัก  คือ การถ่ายเทน้ำในวังออกทำให้เกิดอ๊อกซิเจน  น้ำมีการเคลื่อนที่ และป้องกันการเกิดการเน่าเสียของน้ำใน"วัง" ไปด้วย

    เมื่อการปล่อยน้ำถูกกำหนดเวลาจากน้ำขึ้น-น้ำลง ชาวประมงจึงต้องมีถุงอวนตาข่าย สำหรับดักสัตว์ จำพวกกุ้ง ปลา ไปด้วย ได้ผลผลิต ออกมา เกือบทุกวัน ตลอดการปล่อยน้ำเข้า-ออก กุ้งปลาที่อยู่ในวังจะมีลักษณะที่แตกต่างจากที่อื่น คือ ความมันวาวของเนื้อกุ้ง และเนื้อปลา เรียกได้ว่า ไม่มีที่ใดในโลกนี้ จะมีรสชาติที่"ละมุน" มีความมันของไขมันใต้เปลือก หรือเกล็ด อย่างไม่มีที่ไหนทำได้

    ดินเลนในพื้นที่ในวัง จึงเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะน้ำได้ดี เพราะเมื่อถึงเวลา 1 ปี จะมีการถ่ายน้ำออกจากวัง หรือการตากดิน ป้องกันดินเสีย แต่กรณี "วังของเจ้าของใด มีขนาดที่กว้างถึง "วังละ" 100 ไร่ โอกาศการถ่ายน้ำเข้าน้ำออก ก็เป็นไปได้ยาก เพราะทั้งดินทั้งน้ำในวัง โอกาศที่เสียก็จะมีน้อยกว่า เหมือนการ "จำลองทะเล" มาในฝั่ง นั่นเอง

kung3

          จากรูปเราจะเห็ว่า บ่อพัฒนามีเครื่องตีน้ำช่วยเติมอ๊อกซิเจนในบ่อ แต่วังกุ้ง จะไม่มีแต่คลองส่งน้ำและประตูปิด-เปิด หรือการตากบ่อ ขุดลอกดินก็จะมีเหมือนกัน แต่บ่อเลี้ยงแบบพัฒนา ต้องทำบ่อยกว่า เพราะด้วยสาเหตุหลักของน้ำที่โอกาศเสียสูงมาก ด้วยอาหารที่ให้ เป็นอาหารเม็ดชีวภาพ ไม่ไช่แพลงตอน ที่มากับน้ำทะเล แบบของ "วังกุ้ง"


kung4

 
โป๊ะปลาทู พิมพ์ อีเมล

           เครื่องมือประมงประจำที่ ที่เรียกว่า "โป๊ะ" ที่คนรุ่นเก่าได้ประดิษฐ์คิดค้นเพื่อใช้สำหรับดักปลาให้อยู่ในโป๊ะ เป็นวิธีการจับแบบละมุนละม่อมที่สุด ที่ทำให้ไม่เกิดความบอบช้ำ หรือบางที่เขาเรียกว่า ไม่เครียดนั่นแหละ เป็นการสร้างห้องไว้กลางทะเล ล่อลวงปลามาไว้ในนี้ จะใช้วางตำแหน่งตามทิศทางของน้ำและลม โดยการคำนวณ ความเป็นไปได้ของธรรมชาติของปลาที่ จากการสังเกตุของคนโบราณอยู่นานวันแล้วจัดตั้งเป็นทฤษฎีถ่ายทอดกับลูกหลานที่ทำอาชีพนี้เท่านั้น เพราะจากการสังเกตุอยู่ทุกวันว่าปลาทูตัวผอมๆ หางเขียว จากแดนใต้ เมื่อถึงเวลาประมาณเดือน สิงหา-ธันวา โดยประมาณ จากปลาตัวผอมมาเติบโตในหน้าน้ำแม่กลอง ด้วยแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ ปลาตัวผอม ก็จะกลายเป็นตัวอ้วน หางเหลือง หนังบางๆ ทันที เมื่อรู้ว่าช่วงเวลาที่ปลาจะว่ายน้ำมาทางนี้ เมื่อช่วงเวลานี้  ประมาณนั้น

pratoo1

          คนโบราณ จึงหาเครื่องมือมาหลอกล่อให้ติดเป็นกับดัก ซึ่งใช้ภูิมิปัญญาขั้นสูงอย่างมากในการ จัดวางโป๊ะในแต่ละลูกเพื่อให้ได้ปลาเนื้อดีที่สุด ด้วยวิธีที่แสนละเอียดอ่อน  สมัยก่อน จากประวัติเดิมนั้น มีโป๊ะที่อยู่ในแถบ หน้าอ่าวประมาณ 200-300 ลูก

     แต่สิ่งที่คนรุ่นเก่าเหลือไว้กับการอยู่ร่วมทำมหากิน คือ การไม่ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน อยู่อย่างเอื้อเฟื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่านำไปใช้อย่างยิ่ง แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น มีวิธีการจับแบบใหม่ๆ ด้วยเรือประมง เกิดผลผลิตร่ำรวยกันมหาศาล จนทำให้เจ้าของโป๊ะแต่ละลูกแปรผันตัวเองเป็นเจ้าของเรือประมงแทน ประกอบการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ทรัพย์กรในน้ำ ที่ไม่สามารถกำหนดกะเกณท์ถึงจำนวนปลาได้ อย่างวิธีอวนลาก อวนติด ที่ได้ครั้งละมากๆ กว่าการจับแบบอยู่กับที่แบบ"โป๊ะ" เหล่านี้

     ณ ตอนนี้ ปี 2553โป๊ะจึงเหลือไม่เกิน 5 ลูก ที่หลายหน่วยงาน ขอร้องให้เจ้าของโป๊ะ ช่วยอนุรักษ์เก็บเอาไว้ ด้วยคุณค่านั้นมากมาย แต่ผลลผลิตกับเม็ดเงินที่ได้กลับลดน้อยลงอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ถ้าโป๊ะชุดสุดท้ายนี้หมดไปก็ยากที่จะมีใครมาทำ โป๊ะแบบนี้อีกแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการลงทุนโป๊ะแต่ละลูกมีค่าใช้ไม่ต่ำกว่า  4-5 แสนบาทต่อโป๊ะ 1 ลูก เมื่อเทียบกับปริมาณการจับได้กับการลงทุนนั้น ไม่คุ้มกันอย่างมากแต่อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของคำว่า "โป๊ะ"

 

pratoo2

          ในปัจจุบันเริ่มเป็นที่ยอมรับถึงความสดใหม่กับตัวสินค้าอย่างมาก โดยเฉพาะปลาทู ถ้าปลาทูจับด้วยโป๊ะจะมีราคาสูง กว่าอวนติด อวนดำ แต่ตัวปลาที่ได้จะมีขนาดที่เล็กกว่ามาก เพราะเป็นปลาหน้าอ่าว น้ำตื้น ปลาที่ได้ จะมีหนังที่บาง หางเหลือง ตัวนิ่ม แต่รสชาติสุดยอด ของปลาทูเลยก็ว่าได้ จนเดี๋ยวนี้ ใครนำปลาทูอะไรมา จะเติมท้ายด้วย"โป๊ะ" เสมอ ปลาทูโป๊ะเป็นการกู้จับปลาทุกวัน หลังจากน้ำลงไปได้ซักประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่เกิน ครึ่งวัน ปลาที่ได้จากโป๊ะ ก็จะกลับมาสู่ฝั่งทันที เพราะฉนั้นความสดที่ได้ จึงแตกต่างกันกับแบบอื่นอยู่มากมาย ทำให้มีการจำแนกความแตกต่างนั้น ต้องตอบว่าเป็นการยากที่คนเมืองจะเข้าใจถึงความแตกต่างอันนั้น และบางทีก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่คนทะเลอย่างเรา กินปลาสดทุกวัน ปลาเหมือนกัน บางวันกินดี บางวันกินไม่ดี เขาก็จะรู้จากความชำนาญนี่แหละ


เขาจึงแบ่งปลาทูออกเป็น 3 ระดับ อันดับ

1  ปลาทูโป๊ะ

2 ปลาอวนดำ อวนติด

3 ปลาอวนลาก ดังที่กล่าวมาจะเห็นว่าปลาทูที่ติดอยู่ในโป๊ะนั้น มีความสดและความบอบช้ำน้อยที่สุดถ้าเทียบกับการจับสัตว์ด้วยวิธีอื่นทำให้ถูกจัดอันดับความอร่อยให้เป็นความสุดยอด


วิธีการวางโป๊ะ
ใช้วิธีวางตามแนวน้ำขึ้นน้ำลง โดยจะวางหันปีกโป๊ะให้สวนกระแสน้ำลง เพราะธรรมชาติของปลา จะว่ายเดินหน้าอย่างเดียว และจะว่ายทวนน้ำเสมอ

pratoo3

pratoo4

 
อวนลอยปูม้า พิมพ์ อีเมล

 

          จะเรียกว่า"อวนลอย" ก็ไม่ถูกเพราะอวนปูม้าที่เราจะทำการประมงนั้น ดูจากรูปได้ ที่มีลักษณะจมลงอยู่ใต้ล่างพื้น ดินหรือทราย บางที่บางจังหวัดเขาก็เรียก อวนจมปู จะเรียกจมปู หรือลอยปูก็ไม่สำคัญแล้วหละ เพราะเรามารู้จักถึง แค่หน้าตาอวนแบบนี้เขาจะจับปูกันอย่างไรกันดีกว่า

               อวนลอยปู เป็นลักษณะอวนไนลอน หรือ เป็นเส้นเอ็นใสๆ เวลาอยู่ในน้ำแทบไม่เห็นเลยกว่าได้ มีการใช้ลูกตะกั่วไว้ด้านล่างของผืนอวน เพื่อถ่วงอวนด้านล่างให้ตกลงสู่พื้นดิน  ส่วนอวนด้านบน จะใส่ลูกกระสง หรือเป็นลูกฟองน้ำ เพื่อให้อวนด้านบนลอยเป็นหน้าตาอวน ที่ขวางอยู่ในทะเล

pooma1

       ความยาวของผืนอวนแต่ละปาก ไม่มีจำกัดขอบเขตแล้วแต่จะกะเกณฑ์กันไป อยู่ที่ภูิมิศาสตร์ ตำแหน่งที่อวนจะลง บางที่ ยาวแค่ 20 เมตร บางที่ยาว 200 -500 เมตร แต่จะมีความยาวที่สั้นกว่าการทำประมงอวนลอย ของการจับปลาอินทรีมาก  เนื่องจากปูม้าจะไม่ทำประมงที่ห่างไกลจากฝั่งมากนัก  อวนที่ลอยปูจึงมีความจำกัดของเขตความยาวที่จะลงอวนไม่อย่างนั้นแล้ว จะไปปิดบังเส้นทางการเดินเรือของผู้อื่น

      การทำประมงอวนลอยจับปูม้า ในแต่ละครั้ง จะไม่ได้กำหนดในช่วงเวลาใดเป็นหลัก จะดูจากช่วงเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง และช่วงลมพายุ เนื่องจากปูม้าชอบอยู่ในเขตที่ลมแรงลมจัด บางทีลมเงียบมากชาวประมงก็ไม่ออกจากฝั่ง แต่ถ้าลมแรงเกินไปก็ไม่ออกจากฝั่งอีกเหมือนกัน เพราะเรือประมงที่ใช้ลอยปูม้า มีขนาดที่เล็ก เครื่องยนต์ไม่กี่แรงม้า ชาวประมงจะเลือกเขตพื้นที่ของ อ่าวชายเลน เพราะลักษณะนี้ปูม้าจะชอบอยู่อาศัยเพราะมีแหล่งอาหารอยู่หน้าดินมาก (แต่ถ้าเป็นฝั่งอันดามัน ทั้งวิธีการและตำแหน่งการวางอวนก็แตกต่างกัน ปูที่ได้ก็มีขนาดที่แตกต่างกัน และรสชาติก็แตกต่างกัน )

 

pooma2

      เมื่อถึงเวลาน้ำใกล้ขึ้นแล้ว ชาวประมงก็เตรียมจะออกสู่ทะเล ด้วยอุปกรณ์เต็มลำเรือ ในเรือ 1 ลำ อาจมีอวน 3 ชุด หรือ 5 ชุด แล้วแต่ใครจะนำไปแต่ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน ใช้แต่เครือญาติที่มีเท่านั้น จำนวนอวน จึงมีไม่มากนัก เท่าที่ทำกันไหว  แต่เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ซึ่งจะขับเรือไปอย่างมากก็ห่างจากฝั่ง ไม่เกิน 1 ชั่วโมงประมาณนี้ การปล่อยอวนก็จะเริ่มขึ้น  โดยเขาจะใช้ทุ่นที่เป็นธงลอย 2 สี โดยในทะเลเป็นที่รู้กันว่าของใครเป็นของใคร โดย"จะปล่อยอวนให้ขวางทะเล"

 

pooma3

      ที่นี้เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ทำการปล่อยทุ่นธงอันแรกลง ปล่อยแบบนี้จนกว่า จะถึงอันสุดท้ายเป็นว่าวิธีการปล่อยอวนปากแรกกก็มีเท่านี้   ทำอย่างนี้เรื่อยไป จนครบจำนวนที่มีในเรือ  ให้เสร็จก่อนน้ำหยุดขึ้น ไม่อย่างนั้นอวนก็จะไม่มีตำแหน่งที่ขวางทะเล ก็จะแสดงให้เห็นดังรูปอวนด้านล่าง

      ทุ่นธงจะลอยเหนือน้ำซึ่งมีคงวามลึกประมาณ 3-15 เมตร  สมอจะถูกตรึงไว้ไม่ให้อวนเคลื่อนที่ ตะกั่วด้านล่างกดให้พื้นอวนด้านล่างดินพื้น เนื่องจกปูม้า จะหากินอยู่หน้าดินเท่านั้น เมื่อปูเดินผ่านก็จะติดอวน อาจจะมีสัตว์อื่นๆอีกหลายชนิดก็เป็นได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปูม้านี้แหละ

      การปล่อยอวนในแต่ละครั้ง กินเวลาน้ำขึ้น น้ำลง ประมาณ 12 ชั่วโมง ถ้าปล่อยอวน 6 โมงเย็น เวลาที่เก็บกู้อวนก็จะเป็น 6 โมงเช้า ผลงานที่ได้ อาจไม่มีความแน่นอนเลยซักครั้งแล้วแต่จังหวะ แต่โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ อวน 1 กอง จะได้ปูประมาณ 5-20 ตัว ประมาณนี

 

 
อวนลอยปลาอินทรี พิมพ์ อีเมล

               ปลาอินทรี ส่วนใหญ่ที่ได้พบเห็นกันในท้องตลาด เป็นปลาอวนลอย เป็นอวนติดตา   จัดเป็นเครื่องมือประมงที่ใช้อวนยาวมากที่สุดในบรรดาอวนติดตาทั้งหมด ในอดีตการกู้อวนใช้เฉพาะแรงคนจึงใช้อวนยาวไม่มากนัก แต่ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องกว้านอวนช่วยในการกู้อวนจึงทำให้สามารถใช้อวนยาว มากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 1 เท่า จำนวนเรือที่ลอยอวนปลาอินทรีย์ ในช่วงเวลานี้ (2553) มีไม่ถึง 100 ลำ ในอ่าวไทย จำนวนคนอวนและลูกเรือทั้งหมด 10-15 คน จังหวัดที่ทำการประมงแบบนี้ ได้แก่ จังหวัดตราด ระยอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ส่วนทางฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต ระนองและตรัง เป็นต้น

insea1

 

 

       โดยชาวประมงจะเริ่มออกจากฝั่งในช่วงพระจันทร์ข้างแรม หรือเดือนมืด ใน 1 รอบของเดือน จะเริ่มจากข้างแรม 3 ค่ำ และจะเข้าฝั่งที่คืนเดือนหงาย หรือ ข้างขึ้น12 ค่ำโดยจะมีระยะเวลาจับปลาประมาณ 22 วัน โดยธรรมชาติของปลาอินทรีนั้นจะขึ้นมาหาอาหารพวกแพลงตอน หรือไรน้ำ ตอนกลางคืน ส่วนใหญ่จะเป็นเดือนมืดพระจันทร์น้อยๆ ไม่สว่างมาก เพราะไรน้ำพวกนี้จะชอบขึ้นมาบนผิวน้ำ

 

       ในบริเวณน้ำลึกตั้งแต่ 20-60 เมตร เป็นช่วงที่ปลาอินทรีย์จะชอบอยู่อาศัย  เมื่อถึงเวลาปล่อยอวนจริงๆ ไต๋เรือหรือใต้ก๋งเรือเท่านั้นจะเป็นผู้ออกคำสั่ง  ไม่นิยมใช้เครื่องมืออิเลคทรอนิคส์เหมือนกับเรืออวนลาก เมื่อได้ตำแหน่งแล้ว จะปล่อยอวนสีเขียว  ปล่อยให้ผืนอวนเป็นแนวตรง ตามทิศทางของกระแสลม เสร็จแล้วผูกเรือไว้กับปลายสุดของผืนอวน ที่ด้านใต้ลม ปล่อยให้เรือและอวนล่องลอยไปตามกระแสน้ำและลม ประมาณ 6 ชั่วโมง จึงเริ่มกู้อวนซึ่งจะเสร็จสิ้นในตอนเช้าตรู่    แต่จะเพิ่มทุ่นลอยพร้อมกับสัญญาณไฟไว้ด้วยที่ตำแหน่งปลายสุดของอวน เพื่อบอกถึงตำแหน่งปลายอวนว่าอยู่ที่ไหน  และป้องกันการชนของเรือผู้อื่น  โดยจะลอยปลาในช่วงเวลา 16.00 ถึง 19.00 น.(3 ชั่วโมง เรียก 1 ลอย) วันละครั้ง เพื่อปล่อยและทำการกู้ปลาในรอบ 1 วัน เพียงครั้งเดียว  ช่วงกลางวัน เป็นการพักผ่อน ซ่อมแซมอุปกรณ์ จัดเรียงอวน และเป็นการขับเรือหาเป้าหมายเท่านั้น

 

insea2

 

              พอได้ปลาแล้ว ปลาที่จับได้ในวันแรกๆ ชาวประมงเรียกว่าเป็น “ปลาต้นน้ำ” และถ้าจับได้วันหลังๆก่อนที่จะเข้าฝั่งว่าเป็น “ปลาปลายน้ำ”   โดย ใน 1 รอบของการออกหาปลา จะสามารถเข้าฝั่งได้ประมาณ 2 ครั้งโดยเฉลี่ย ถ้าได้ปลามากกว่านี้ อาจเข้าเร็วประมาณ  3 ถึง 4 ครั้ง ในแต่ละน้ำ แต่ที่เข้าฝั่งนั้น เขาจะเข้าฝั่งในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดของเรือ  ไม่ไช่ ต้องวิ่งเรือกลับบ้าน แต่จะต้องมีรถไปถ่ายปลาขึ้นมาขายต่อไป  แต่ถ้าถึงวันเข้าฝั่ง เข้าบ้านตัวเองจริงๆ เพื่อหยุดทำการประมง เป็นช่วงที่พระจันทร์ขึ้นเต็มดวง เขาจะเรียกว่า “เรือหยุดหงาย”   ถือว่าเป็นการจบการล่าอินทรีในรอบนี้ แล้วเริ่มรอบใหม่ในอีก ประมาณ 7 วันข้างหน้า ช่วงนี้เอง จึงอาจทำให้ไม่เห็นมีปลาในท้องตลาด  อวนลอยติดตาแบบนี้  สัตว์น้ำที่เป็นเป้าหมายหลัก คือ ปลาอินทรี  ปลาโอลาย ปลาโอดำ ปลาโอแกลบ ปลาจะละเม็ดดำ ปลาฉลาม ปลาน้ำดอกไม้ ปลาอีโต้มอญ และปลากระโทงแทง เป็นต้น

      แต่ในระหว่างที่อยู่ในท้องทะเล  การจับปลาย่อมได้ขนาดที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ชาวประมงจะแยกปลาอินทรีที่ไม่ได้ขนาด คือขนาด ไม่เกิน 3 กิโล จะทำการดองเพื่อเป็นปลาเค็มใต้ท้องเรือทันที เพื่อประหยัดน้ำแข็ง และราคาปลาสดก็ไม่ได้ราคาที่สูงมากนักกับขนดแบบนี้ สู้กับราคาปลาอินทรีย์เค็มไม่ได้  แล้วจัดเก็บสินค้าไว้ใต้ท้องเรือ แต่ถ้าปลาสดทีจับได้ มีจำนวนมากพอสมควรประมาณ 500 ก.ก ขึ้นไป ไต้ก๋งจะต้องเป็นคนตัดสินใจ ว่าจะเข้าฝั่งหรือจะทำอย่างไรกับปลาที่ได้นี้ จะเข้าฝั่งที่ใกล้ที่สุดเพื่อให้รถขนถ่ายสินค้าไปขายเป็นปลาสดหรือไม่เข้า ฝั่งจะดองเป็นเค็มทั้งหมด  มันขึ้นอยู่กับไต๋ คนเดียวเท่านั้น

insea3

 
«เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย»

หน้า 1 จาก 3

ลิขสิทธิ์ © 2010 Seafoodlife ทะเลสดใหม่ อ่าวไทยเราเอง. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.