| น้ำเบียด น้ำกัน |
|
|
|
น้ำเบียด น้ำกัน เป็นภาษาชาวบ้านชาวทะเล ในทางวิทยาศาสตร์ คงจะเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "น้ำเปลี่ยนสี" ในทางภูิมิปัญญาชาวบ้าน ภาวะ "น้ำเบียด น้ำกัน " เกิดได้ 2 ลักษณะคือ
ลักษณะแรก เกิดจาก น้ำจืดกับน้ำเค็มปะทะกัน โดยเกิดในช่วงน้ำหลาก-น้ำเหนือ ที่ปริเวณน้ำฝน น้ำท่า อันเป็นน้ำฝนปริมาณมากที่ไหลประดังมาผ่านแม่น้ำ และคลองต่างๆลงสู่อ่าวไทยตอนบนหรืออ่าวรูป ก.ไก่ แล้วประทะกับน้ำทะเลแบบเฉียบพลันในเดือน 9-11 เมื่อเข้าสู่กลางและปลายฤดูฝน และจะเกิดในเวลาที่น้ำทะเลไม่มีการเคลื่อนที่มากนัก หรือน้ำตาย จึงทำให้ช่วงนี้เกิดภาวะน้ำเบียด-น้ำกัน อันเป็นภาวะน้ำเสียธรรมชาติไม่ไช่น้ำเสียจากมลภาวะ
ลักษณะที่สอง เป็นภาวะน้ำเบียด-น้ำกัน ที่เกิดจากกระแสลม กระแสน้ำเป็นผู้กระทำ กล่าวคือ ช่วงก่อนเข้าฤดูฝนเต็มที่ น้ำทะเลจะร้อนด้วยอุณหภูมิสูงในหน้าร้อนประกอบกับมลทิน มลภาวะต่างๆที่เป็นคุณ และเป็นโทษสะสมอยู่บริเวณพื้นทะเลปากอ่าวตอนบน และลมกำลังเปลี่ยนจากฝ่ายใต้ไปเป็นตะวันตก ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนยังน้อย หรือฝนทิ้งช่วง น้ำทะเลผิวบนจะร้อน น้ำทะเลด้านล่างจะเย็นกว่าน้ำทะเลผิวบนจากแม่กลอง เพชรบุรี จะถูกลมพัดส่งจากทิศตะวันตกบริเวณตอนบนของแผนที่รูปด้ามขวานไปทางทิศตะวันออกด้านชลบุรี โดยที่อ่าว ก.ไก่ นี้มีความลึกเฉลี่ยในขณะที่น้ำต่ำสุดประมาณ 15 เมตร เมื่อปะทะชายฝั่งทะเลตะวันออกด้านชลบุรีแล้วก็จะสะท้อนกลับเป็นกระแสน้ำที่เย็นกว่าและหนักกว่า กวาดเอาตะกอนก้นอ่าวกลับมาหาชายฝั่งทะเลตะวันตกด้านแม่กลอง เพชรบุรี ทำให้ตะกอนที่เป็นทั้งคุณและโทษฟุ้งขึ้นกระทบแสงแดด เกิดการบูมของแพลงตอนคล้ายกับแบบแรก ชาวประมงจะบอกว่า น้ำเย็นมาปลาจะตาย (น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย เพราะเกิดจากภาวะน้ำเบียดน้ำกัน อีกรูปแบบหนึ่ง) แต่จะเกิดลักษณะที่แตกต่างกันคือ เป็นลัษณะเส้นๆ ติดตามโขดหินบ้าง ริมฝั่งบ้างดูแล้วน่าเกลียด เขาเรียกว่า "หมอยยายชี"และถ้าเป็นก้อนกลมๆเต็มท้องทะเล ขนาดลูกปิงปอง เขาเรียกว่า "กระโปกตาเถร
ที่มาหนังสือคนแม่กลอง อ.สุรจิต ชิรเวทย์ |
| แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2011 เวลา 17:10 น. ) |





