| ลมจัด |
|
|
|
น้ำและลมเป็น นาฬิกาธรรมชาติผู้ที่กำหนดฤดูกาลกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำมาหากิน กำหนดกิจกรรมในอาชีพ ชาวบ้านเรียนรู้และสั่งสม ประสบการณ์แล้วปรับตัวให้สอดคล้องกับเวลา และฤดูกาลเหล่านั้น ถึงเดือนใดจะต้องทำอะไร ถึงเดือนใดจะหยุดพักการทำงานการผลิต โดยชาวบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน จะอาศัยความรู้เรื่องน้ำ แต่ชาวบ้านที่อยู่ติดชายทะเลจะต้องรู้ทั้งน้ำ และลม ชาวประมงยิ่งต้องรู้ทั้งสองสิ่งอย่างลึกซึ้งลงไปอีก เพราะหากินอยู่กับ "สินในน้ำ"
![]() ด้วยเหตุนี้ ชาวประมงมักหยุดหากิน นำเรือขึ้นคานในหน้าลมอุกา เพราะลมอุกา หรือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดในหน้าหนาว พัดมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ในเดือน ตุลาคม ถึงเดือน มกราคม สาเหตุนี้สัตว์ทะเล โดยเฉพาะปลาทู ที่อยู่หน้าอ่าว ก.ไก่ ในช่วงนี้ จะอุดมสมบูรณ์และอร่อยที่สุด ปลาก็จะมีไข่ เพราะการที่ลมเป็นแบบนี้ทำให้ความสมบูรณ์ในน้ำของพื้นที่มีความพร้อมมากกับการที่ปลาจะทำการวางไข่ แต่อาจจะหากินไม่สะดวกนักของชาวประมง ช่วงนี้จะเกิดลมแรงมาก เรียกว่า"ลมจัด"
ชาวประมงต้องจอดเรืออยู่บ่อยๆ เป็นช่วงๆ หรือที่เขาเรียกว่า "ติดลม" ในเวลากลับกัน ทะเลอันดามันฝั่งตะวันตกของไทย คลื่นลมจะน้อยกว่า เพราะมีภูมิประเทศที่เป็นด้ามขวานขวางอยู่ แต่พอเข้าฤดูฝนลมตะวันตกเฉียงใต้พัดมาจาก มหาสมุทรอินเดีย มาฝั่งอันดามัน ช่วงนี้ทะเลอันดามัน คลื่นแรงมาก แต่ฝั่งอ่าวไทยกลับเงียบสงบกว่า เพราะมีด้ามขวานขวางเหมือนกัน ก็กลับกันอย่างนี้ สำหรับชาวนากุ้งในการเลี้ยงในระบบธรรมชาติ ไม่มีการให้อาหาร อาศัยการดันน้ำเข้า-ออก ในระบบของทะเลไปเลี้ยงไว้ในวังกุ้ง การเลี้ยงแบบนี้จะไม่มีการหยุดพักน้ำ ในหน้าลมตะวันออก เหมือนกับการเลี้ยงแบบระบบพัฒนาที่จะต้องมีการตากบ่อในหน้าร้อนแบบนี้ คือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือน เมษายน เพราะสาเหตุว่า ลมที่พัดมาในช่วงเวลานี้จะพัดเข้าหาอ่าวแม่กลองโดยตรงๆ ลมจึงทำหน้าที่ช่วยส่งให้กระแสไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น และทำให้เชื้อกุ้งหรือลูกกุ้ง รวมทั้งอาหาร หรือ แพลงตอน ไรน้ำต่างๆ เข้าสู่อ่าวทำบริเวณปากอ่าว เกิดจำนวนกุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดำ ในช่วงเวลานี้ มีมากและอร่อย ที่มา หนังสือ คนแม่กลอง เขียนโดย อ.สุรจิตย์ ชิรเวทย์
|
| แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2011 เวลา 17:15 น. ) |




ข้อคิดเห็น
ติดตามข้อคิดเห็นนี้ในรูปแบบ RSS feeds